เจ้าดารารัศมี
เจ้าดารารัศมี
พระราชชายา
เจ้าหญิงในราชวงศ์ทิพย์จักรจากนครเชียงใหม่ ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการรวมล้านนาเข้ากับสยาม โดยการถวายตัวเป็นสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมลานนาขณะทรงพระเยาว์
เจ้าดารารัศมี พระราชชายา มีพระนามเดิมว่า "เจ้าดารารัศมี"
พระนามลำลองเรียกกันในครอบครัวว่า "เจ้าน้อย"และในพระประยูรญาติว่า
"เจ้าอึ่ง" ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 ปีระกา(หากนับทางเหนือ
เป็นเดือน 10) หรือตรงกับวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2416 เวลา 00.30
น.เศษ ณ คุ้มหลวงกลางเวียง นครเชียงใหม่ (ที่ตั้งของ
"ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเดิม) เป็นพระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์กับเจ้าทิพเกสร มีพระเชษฐภคินีร่วมพระอุทรหนึ่งพระองค์คือเจ้าจันทรโสภา เมื่อทรงพระเยาว์
เจ้าดารารัศมีทรงพระอักษรทั้งฝ่ายล้านนา สยาม และภาษาอังกฤษ จนแตกฉาน
ทั้งยังได้ทรงศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ
จนนับได้ว่าทรงเป็นผู้รอบรู้ในด้านขนบประเพณีอันเก่าแก่เหล่านั้นดีที่สุดคนหนึ่งทีเดียว
และโปรดการทรงม้าเป็นอย่างยิ่ง
เหตุแห่งการเสด็จเข้าวังหลวง ในปี พ.ศ. 2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร (เวลานั้นดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำภาคพายัพ)
ได้อัญเชิญพระกุณฑล (ตุ้มหู) และพระธำมรงค์เพชร
ไปพระราชทานเป็นของเฉลิมพระขวัญแก่เจ้าดารารัศมี นัยว่าเป็นของทรงหมั้นนั่นเอง
รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกันต์ฯ
พระราชทานเจ้าดารารัศมีตามแบบอย่างเจ้านายในราชวงศ์จักรีเป็นกรณีพิเศษ (ปล. แม่เจ้าเทพไกรสร
พระมารดาได้สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปในปี 2426 นี้เอง) คล้อยหลัง 3 ปี ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2429 (ตรงกับ วันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ อัฐศก จุลศักราช 1248) ในปี 2429 นั้น พระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้เสด็จลงมายังกรุงเทพฯ
เพื่อร่วมในพระราชพิธีลงสรง และสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เจ้าดารารัศมีได้โดยเสด็จพระบิดาลงมากรุงเทพฯ
ในครั้งนี้ด้วย และได้รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม
ตำแหน่งพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเลยประทับอยู่ ณ
กรุงเทพมหานครนับแต่นั้นมา
เหตุแห่งการเมืองไปสู่ความรักระหว่างสองพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวัง พระบิดาได้ประทานเงินค่าตอไม้
(ค่าสัมปทานไม้สักในเขตแคว้นล้านนา
ซึ่งตอนนั้นถือกันว่าป่าไม้สักทั้งหมดในดินแดนล้านนาเป็นของพระเจ้านครเชียงใหม่ทั้งสิ้น
จะยกประทานแก่ผู้ใดก็ได้ ในกรณีนี้ทรงยกผลประโยชน์เป็นค่าสัมปทานประทานพระธิดา)
เพื่อสร้างตำหนักขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นในในพระบรมมหาราชวังเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าจอมดารารัศมีและข้าหลวงในพระองค์
ในระหว่างที่ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทรงดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย
มิได้สนพระทัยต่อการถูกมองพระองค์ว่าเป็น "เจ้าหญิงเมืองลาว"
แต่ประการใด ทรงให้ข้าหลวงในตำหนักแต่งกายด้วยผ้าซิ่นแบบล้านนา
เหมือนเมื่อครั้งที่ยังประทับอยู่ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ทุกประการ
รวมทั้งโปรดให้ให้ศึกษาศิลปะดนตรีไทย ดนตรีสากล การขับร้อง และการฟ้อนรำ ทั้งนี้
เจ้าจอมดารารัศมีสามารถทรงเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด
แต่ที่โปรดและทรงได้ถนัดที่สุดคือจะเข้ เจ้าจอมดารารัศมี
ยังทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น
นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านการทรงม้า ขณะนั้นยังทรงเป็นเพียงเจ้าจอมพระสนม
ยังไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี จนกระทั่งปี 2451 ที่เจ้าจอมมารดาดารารัศมีมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาเจ้าจอมมารดาดารารัศมี ขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ดำรงพระอิสริยยศ
"พระราชชายา" และดำรงฐานันดรศักดิ์เจ้านายในราชวงศ์จักรีนับแต่นั้น
ถึงแม้จะทรงศักดิ์เป็นพระมเหสีในตำแหน่งพระราชชายา แต่กระบวนเสด็จพระดำเนินสู่นครเชียงใหม่ครั้งนั้น
รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชทานอย่างเต็มตามโบราณราชประเพณีเสมอด้วยทรงครองพระอิสริยยศพระมเหสีในตำแหน่ง
"พระอัครชายาเธอ" เลยทีเดียว
ดังปรากฏความตามสำเนาพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานไปยังผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดกระบวนเสด็จครั้งนั้นอย่างชัดเจน
ด้วยการดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย หากแต่แฝงไว้ด้วยพระปรีชาญาณ ความมุ่งมั่น
และความเชื่อมั่นในพระองค์ กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงมีต่อพระบรมราชสวามี
จึงเป็นที่โปรดปรานฯ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในที่สุดเจ้าดารารัศมี ซึ่งขณะนั้นยังทรงดำรงตำแหน่ง "เจ้าจอมดารารัศมี"
ก็ทรงพระครรภ์ และมีพระประสูติกาลพระราชธิดา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม
พ.ศ. 2432 ทรงพระนามว่าพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (อ่านว่า
วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) ในคราวนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง
"เจ้าจอมดารารัศมี" ขึ้นเป็น "เจ้าจอมมารดาดารารัศมี" พระเจ้าลูกเธอ
พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี หรือพระนามเรียกขานในหมู่ข้าหลวงว่า
"เสด็จเจ้าน้อย" เป็นที่โปรดปรานฯ ในพระราชบิดายิ่งนัก
ด้วยทรงเป็นเจ้าหญิงพระองค์น้อยที่ฉลองพระองค์ซิ่นแบบเจ้านายเมืองเหนือตลอดเวลา
เป็นที่น่าเสียดายว่า พระธิดามีพระชันษาเพียง 3 ปี 4 เดือน 18 วัน ก็สิ้นพระชนม์ลง เมื่อวันที่ 21
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 (ต่อมาทรงได้รับโปรดเกล้าฯ
เฉลิมพระนามพระอัฐิขึ้นเป็น "พระเจ้าน้องนางเธอ
พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี" "พระเจ้าพี่นางเธอ
พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี" และ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี" ตามลำดับ)
การสิ้นพระชนม์ของพระราชธิดาในคราวนี้นั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ทรงมีรับสั่งกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวโทษพระองค์เองว่าทรงเสียพระทัยยิ่งนัก
ที่ทรงมิได้สถาปนาพระยศพระราชธิดาให้เป็น "เจ้าฟ้า"
ตามศักดิ์แห่งพระมารดาซึ่งเป็นเจ้าหญิงพระราชธิดาในพระเจ้าประเทศราช เป็นเหตุให้พระธิดาสิ้นพระชนม์
แต่สำหรับเจ้าจอมมารดาดารารัศมีแล้วนั้น ทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด
ไม่สามารถรับสั่งเป็นคำพูดได้ ทรงฉีกทำลายพระฉายาลักษณ์ที่พระบรมราชสวามีประทับร่วมอยู่กับพระองค์และพระราชธิดาเสียจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากทรงได้รับลายพระหัตถ์ จากพระบิดาที่ส่งมาประทานแล้ว
ทำให้ทรงมีกำลังพระทัยดีขึ้นโดยลำดับ ต่อมาภายหลัง
เจ้าจอมมารดาดารารัศมีมิได้มีพระประสูติกาลอีกเลย
ทั้งที่โดยความจริงแล้วนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระทัยเอาไว้ก็ตาม
ไม่ว่าจะอย่างไรเจ้าจอมมารดาดารารัศมีก็ยังทรงมุ่งมั่นรับใช้เบื้องพระยุคลบาทและถวายความจงรักภักดีต่อพระบรมราชสวามีอย่างหาที่สุดไม่ได้
พระราชชายา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2451พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาพระอิสริยยศ "เจ้าจอมมารดาดารารัศมี"
ขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี มีตำแหน่งเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่งออกพระนามว่า
"เจ้าดารารัศมี พระราชชายา" นับเป็นพระอิสริยยศในตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
จึงนับได้ว่า "เจ้าดารารัศมี พระราชชายา" เป็นพระมเหสีลำดับที่ 5
ในเวลานั้น (ลำดับที่ 1-4 มีรายพระนามดังนี้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี
พระราชเทวี และพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ไม่นับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอัครวรราชกัลยาและพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรกและพระมเหสีทั้ง
2 พระองค์ที่สวรรคตและ สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว)
การเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ นับแต่พระราชชายาเสด็จมาประทับในพระบรมมหาราชวัง
ก็มิได้เสด็จกลับเชียงใหม่อีกเลย แม้คราวที่พระบิดาถึงพิราลัยเมื่อ พ.ศ. 2440 ก็ตาม เมื่อปี
พ.ศ. 2451 เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐาต่างพระมารดา
(ก็คือเจ้าอินทวโรรสนั้นมิได้ประสูติแต่แม่เจ้าพระมหาเทวีดังเช่นพระราชชายาฯ)
ได้ลงมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชชายาจึงกราบถวายบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่
เพื่อทรงเยี่ยมพระประยูรญาติพร้อมกับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐา
ในครานั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต
ด้วยไม่ทรงต้องการขัดพระทัยพระราชชายา อย่างไรก็ตาม
การเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ของพระราชชายาในคราวนี้นั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นห่วงและเอาพระราชหฤทัยใส่ยิ่งนัก
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน
ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาส่งเสด็จ พระราชชายาฯ
เพื่อทรงประทับในขบวนรถไฟที่นั่ง สถานีรถไฟสามเสน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ พระโอรสในเจ้าจอมมารดาทิพเกสร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปส่งพระราชชายาฯ
ถึงตำบลปากน้ำโพ นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางรถไฟสายเหนือ
ตลอดการเสด็จพระดำเนิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดข้าราชการเป็นหมวดหมู่ กรม
กองโดยเสด็จพระราชชายาฯ มีธงดารารัศมี ประจำพระองค์พระราชชายาฯประดับ
เพื่อแสดงถึงฐานะของพระมเหสีอันสูงศักดิ์ และให้ข้าราชการ
กรมการเมืองทั้งหลายตลอดเส้นทางที่เสด็จพระดำเนินสู่นครเชียงใหม่นั้นจัดเตรียมการรับเสด็จเสมือนหนึ่งว่าทรงดำรงตำแหน่ง พระอัครชายาเธอ ทีเดียว เมื่อ พระราชชายาฯ
เสด็จถึงปากน้ำโพ ได้เสด็จพระดำเนินต่อโดยทางเรือ ทรงประทับในเรือเก๋งประพาส
มีเรือในขบวนเสด็จกว่า 50 ลำ
มีการปักธงทิวเป็นขบวนไปตามลำน้ำปิง เมื่อผ่านเขตอำเภอ จังหวัด มณฑลใด
มีเจ้าหน้าที่ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม
และคอยรับเสด็จตลอดเขตของตนทุกแห่งทั่วไป การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า
ใช้เวลานานถึง 2 เดือน 9 วัน
จึงเสด็จพระดำเนินถึงยังนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 เมษายน
พ.ศ. 2452 ณ ที่นั้น เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ
พร้อมด้วยพระประยูรญาติเจ้านายฝ่ายเหนือ ข้าราชการทหาร
พลเรือน ประชาชนแต่ละอำเภอ คหบดีทั่วทั้งดินแดนล้านนา ต่างจัดขบวนแห่ของตน
มีขบวนทหาร ตำรวจ ข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ แต่งขบวนเป็นภาพคนสมัยโบราณ คนป่า
เรื่องชาดกรามเกียรติ์ และนิทานพื้นบ้าน มีขบวนกลองชนะ กลองสะบัดไชย กลองเมือง
แตรวง กลองพม่า ต่อกันเป็นระยะๆ ตามหน้าบ้านมีการตั้งเครื่องบูชารายทางมิได้ขาด
จนกระทั่งถึงที่ประทับที่คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างใน มี สนม
กรมวังกำกับอย่างใน พระบรมมหาราชวังทุกประการ และมีทหารกองเกียรติยศตั้งคอยรับเสด็จพระราชชายาฯอย่างสง่างาม
ระหว่างประทับที่เชียงใหม่ พระราชชายาฯ
ได้เสด็จพระดำเนินไปทรงเยี่ยมพระประยูรญาติยังนครลำพูนและนครลำปาง
และได้เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ต่างๆ รวมทั้งได้เสด็จไปนมัสการพระธาตุ
พระพุทธบาท และปูชนียสถานสำคัญต่างๆอย่างทรงสำราญพระทัย
ตลอดเวลาในการเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ครั้งนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโทรเลขและพระราชหัตถเลขาแสดงความรักอาทรห่วงใยมาพระราชทานพระราชชายาฯไม่ขาด
และพระราชชายาฯ ก็ทรงพระโทรเลขหรือลายพระหัตถ์ตรัสเล่าเรื่องราวต่างๆถวายกลับไป
การเสด็จนิวัติพระนคร พระราชชายาฯ ประทับอยู่ ณ
นครเชียงใหม่ได้หกเดือนเศษ ก็ถึงคราวเสด็จนิวัติพระนคร ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมการรับเสด็จพระราชชายาฯอย่างยิ่งใหญ่
มีขบวนรับเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน ขบวนเรือเสด็จประกอบด้วยเรือถึง 100 ลำเศษ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประทับเรือยนต์หลวงมารอรับเสด็จพระราชชายาฯ
ถึงที่อ่างทอง แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินและพระดำเนินพร้อมกัน 2 พระองค์ไปประทับแรม ณ พระราชวังบางปะอิน ในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ
พระราชทานสร้อยพระกรเพชรล้ำค่าเป็นของพระขวัญ ทรงประทับแรมอยู่ ณ พระราชวังบางปะอิน เป็นเวลา 2
ราตรี จึงเสด็จพระราชดำเนินและเสด็จกลับถึงพระนคร ในวันที่ 26
พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 ในการนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
จัดพระราชทานเลี้ยงฉลองขึ้นตำหนักสวนฝรั่งกังไส (พระราชวังดุสิต) ซึ่งเป็นตำหนักใหม่ที่โปรดเกล้าฯ
สร้างพระราชทานพระราชชายาฯเป็นพิเศษ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เจ้านายฝ่ายเหนือที่โดยเสด็จพระราชชายาฯลงมากรุงเทพฯครั้งนี้ร่วมโต๊ะเสวยด้วยทุกองค์
พระบรมราชสวามีเสด็จสวรรคต หลังจากเสด็จนิวัติพระนคร พระราชชายาฯ
ได้ทรงประทับอยู่ในพระราชวังดุสิต อย่างสำราญพระทัยที่ได้ทรงกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบรมราชสวามีได้เพียง
10 เดือน
ก็ต้องทรงประสพกับเหตุวิปโยคคราใหญ่ในพระชนม์ชีพอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต ในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับรวมเวลาที่
พระราชชายาฯ ได้ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นเวลา 23 ปีเศษ นับแต่สิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชชายาฯ ยังทรงประทับในพระราชวังดุสิตมาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2457 จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบถวายบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร
เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็เสด็จพระดำเนินสู่นครเชียงใหม่
โดยเสด็จออกเดินทางเมื่อ วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2457 และเสด็จพระดำเนินถึงยังนครเชียงใหม่ในวันที่
22 เดือนเดียวกัน ได้เข้าประทับยังคุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง ตั้งแต่นั้น
สิ้นพระชนม์ ในบั้นปลายพระชนม์ชีพพระองค์ประทับอยู่ที่พระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย
อำเภอแม่ริม
อันเป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสร้างพระราชทานเป็นที่ประทับ
โดยแวดล้อมด้วยพระประยูรญาติและข้าหลวงในพระองค์เป็นเวลานานถึง 20 ปีจนกระทั่ง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พระองค์เริ่มมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคพระปัปผาสะพิการ (ปอดพิการ)
แพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้พยายามถวายการรักษาอย่างเต็มที่
แต่พระอาการมีแต่ทรงกับทรุด เจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดา
(เจ้าแก้วนวรัฐประสูติแต่หม่อมเขียวในพระเจ้าอินทวิชยานนท์) จึงเชิญเสด็จมาประทับ
ณ คุ้มรินแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่
เพื่อให้สะดวกในการที่พระประยูรญาติจะได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการและเป็นการง่ายที่แพทย์จะถวายการรักษา
ความทราบถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อัญเชิญด้ายสายสิญจน์มาผูกพระกรพระราชชายาฯ
พร้อมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยในการรักษาพระอาการและโปรดเกล้าฯ
ให้แพทย์ถวายรายงานพระอาการให้ทรงทราบเป็นประจำวัน ขณะเดียวกัน พระยาพหลพลพยุหเสนา
(พจน์ พหลโยธิน) นายกรัฐมนตรี
ได้สั่งการให้นายแพทย์กรมรถไฟขึ้นมาประจำกับแพทย์ทางเชียงใหม่ถวายการดูแลพระอาการอย่างใกล้ชิด
นอกจากนั้น เจ้าแก้วนวรัฐ พระประยูรญาติ และข้าราชบริพาร
ยังได้จัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ชนิดย้ายที่ได้จากประเทศอินโดนีเซียเพื่อฉายดูพระปัปผาสะ
เป็นการช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พระอาการก็มิได้ทุเลาลงแต่อย่างใด พระองค์สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476
เมื่อเวลา 15.14 น. ณ คุ้มรินแก้ว
สิริพระชันษา 60 ปี 3 เดือน 13 วัน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ
พระราชทานโกศกุดั่นน้อยและเครื่องสูง 1 สำรับ
และให้ข้าราชบริพารไว้ทุกข์มีกำหนด 7 วัน เป็นเกียรติยศ
การพระราชทานเพลิงพระศพ
เมื่อเจ้าดารารัศมี พระราชชายา สิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญน้ำพระสุคนธ์พระราชทานไปสรงพระศพ
เชิญพระโกศไปประกอบพร้อมด้วยเครื่องสำหรับพระอิสริยยส ประดิษฐานพระศพไว้ที่คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว และโปรดให้ช่างหลวงปลูกสร้างพระเมรุสำหรับพระราชทานเพลิงพระศพที่วัดสวนดอก
และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เสด็จแทนพระองค์
ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และทรงเป็นประธานในงานพระราชทานเพลิงพระศพ วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2477 เชิญพระศพสู่พระเมรุ
พระราชทานเพลิงพระศพ ออกจากคุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ไปตามถนนวิชยานนท์ ถนนราชวงศ์
ถนนช้างม่อย ถนนราชวิถี ถนนพระปกเกล้า ถนนอินทวโรรสและถนนสุเทพ เข้าสู่วัดสวนดอก
เวลา 17 นาฬิกา พระเจ้าพี่ยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร
กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้แทนพระองค์เสด็จประทับ ณ วิหารหลวงวัดสวนดอก
และเสด็จขึ้นพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ วันที่ 23 เมษายน
พ.ศ. 2477 เวลาเช้า พระเจ้าพี่ยาเธอ
พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงทอดผ้าไตรสามหาบของหลวง
พระสงฆ์สดับปกรณ์ พนักงานประมวลพระอัฎฐิลงในพระโกศทองคำ ตั้งเหนือพานทอง 2 ชั้น เชิญจากพระเมรุไปประดิษฐานบนม้าหมู่ในวิหารหลวง
แล้วประเคนภัตาหารสามหาบแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ฉันเสร็จ ถวายอนุโมทนา เป็นเสร็จการ ในการนี้จัดให้มีบัญชีสามหาบ
ประกอบด้วย สำรับที่ 1 หม่อมราชวงศ์แถวธวัช ศรีธวัช (ผ้าไตร)
นายถวิล ดารากร ณ อยุธยา (หาบ) สำรับที่ 2 หม่อมราชวงศ์จิระเดช
กฤดากร (ผ้าไตร) นายร้อยตำรวจโท ขุนนครอุปการ (หาบ) สำรับที่ 3 หม่อมหลวงเจิม สุริยกุล (ผ้าไตร) นายชิน มาลากุล ณ อยุธยา (หาบ)
พระกรณียกิจสำคัญ
พระราชชายาฯ
มีพระกรณียกิจที่ทรงคุณเอนกอนันต์ต่อล้านนาและสยาม พอสังเขป
ดังนี้ทรงดำรงพระองค์เป็นศูนย์รวมดวงใจของข้าราชบริพารฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้หม่อมเจ้าพูนพิศมัย
ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึง พระราชชายาฯ
ซึ่งทรงออกพระนามว่า "เจ้าป้า" ตอนหนึ่งว่า
"ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งและประทับใจยิ่งนัก
เวลาเห็นพระองค์ท่านประทับอยู่ในที่ว่าราชการ
ท่ามกลางข้าราชการฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้
จากที่เคยเห็นท่านดำรงพระองค์เรียบง่ายสงบคำเวลาประทับอยู่ในวังหลวง แต่ในที่นั่น
พระองค์ท่านมีรับสั่งว่าราชการอย่างฉะฉาน
เวลาตรัสกับข้าราชการฝ่ายเหนือก็ตรัสเป็นภาษาเหนือ
เวลาตรัสกับข้าราชการฝ่ายใต้ก็ตรัสเป็นภาษาใต้
รับสั่งกลับไปกลับมาอย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก
เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของข้าราชการทุกหมู่เหล่าอย่างยิ่ง"
นอกจากนั้น ยังทรงกล่าวตอนหนึ่งว่า "ฉันเคยพูดกับพวกฝรั่ง เขาว่านะว่า
เจ้าเชียงใหม่ไม่เห็นจะทรงฉลาดซักเท่าไร เห็นจะมีแต่ พริ้นเซสออฟเชียงใหม่
ซึ่งหมายถึง พระราชชายาฯ นี่นะสิ ทรงฉลาดเหลือเกิน"
ทรงฟื้นฟูศิลปะด้านการแสดงล้านนา ทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องดนตรีพื้นเมือง
และศิลปะการแสดงพื้นเมืองนั้น ด้วยมีพระนิสัยโปรดเล่นดนตรีไทย
ตั้งแต่ครั้งประทับอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง ซึ่ง วงดนตรีไทยประจำพระตำหนักของพระราชชายา นั้น
มีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วฝ่ายใน เมื่อเสด็จมาประทับนครเชียงใหม่
โปรดให้รื้อฟื้นศิลปะการฟ้อนรำ การดนตรีพื้นเมืองทั้งหมด โปรดให้รวบรวมศิลปินล้านนาเก่าแก่มาเป็นบรมครูผู้ประสาทวิชาเพื่อสนับสนุนให้ความรู้แก่พระญาติและประชาชน
รวมทั้งโปรดให้จัดการฝึกสอนขึ้นในพระตำหนัก
พระญาติของพระองค์ต่อมาได้มีบทบาทในการสานต่อพระปณิธานดังกล่าว อาทิเช่น เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติ และเจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ผู้สืบทอดการผลิตเครื่องดนตรีและการเล่นดนตรีพื้นเมือง
และทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพโปรดให้ครูช่างฟ้อนเมืองทุกแบบและฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาในวังมาสอนนักเรียนด้วยเพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางนาฏศิลป์
ทรงฟื้นฟูศิลปะการทอผ้า
ทรงฟื้นฟูและส่งเสริมกิจการทอผ้าซึ่งเคยมีชื่อเสียงมาช้านานในล้านนา
ได้ทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้ายก ผ้าซิ่นตีนจก และฝึกสอนช่างทอ
โดยสร้างโรงทอผ้าที่หลังตำหนักของพระองค์ มีกี่ทอผ้าประมาณ 20 หลัง
ภายหลังพระญาติจากนครลำพูนได้มาศึกษาการทอผ้าซิ่นยกดอก และนำไปฝึกหัดคนในคุ้มหลวงที่ลำพูนจนมีความชำนาญ
และได้สืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน กิจการด้านการทอผ้าได้แพร่หลายไปสู่หมู่ประชาชน
จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของเชียงใหม่และลำพูนมาตราบจนปัจจุบัน
ทรงสนับสนุนกิจการด้านการศึกษา
ทรงอุดหนุนการศึกษาของสงฆ์
และการศึกษาในโรงเรียนชายหญิงของนครเชียงใหม่ พระราชชายาฯ
ได้ประทานที่ดินและทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้แก่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยและโรงเรียนดาราวิทยาลัย โดยเฉพาะโรงเรียนดาราวิทยาลัยนั้นแต่เดิมเรียกว่าโรงเรียนสตรี
ภายหลังได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่าโรงเรียนพระราชชายา และเปลี่ยนเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัย
ตามพระนามของพระราชชายาฯ เมื่อ พ.ศ. 2452
ทรงสนับสนุนกิจการด้านพระศาสนา
นอกจากทรงอุดหนุนการศึกษาของสงฆ์แล้ว
ทรงทำนุบำรุงศาสนา บูรณะวัดวาอารามต่างๆ มากมายทั่วนครเชียงใหม่ พระราชชายาฯ
ได้ประทานที่ดินส่วนพระองค์อันเป็นที่ตั้งของ พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก บนดอยสุเทพ
ถวายแก่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นอกจากนั้น
ได้ทรงรวบรวมพระอัฐิพระเจ้านครเชียงใหม่และแม่เจ้า มหาเทวีแต่ก่อนมาทุกพระองค์
กับทั้งอัฐิของพระราชวงศ์ฝ่ายเหนือทั้งปวงซึ่งเป็นพระประยูรญาติของพระองค์
มาบรรจุรวมกันไว้ ณ กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ที่วัดสวนดอก
(พระอารามหลวง)
พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก จังหวัดเชียงใหม่
คุ้มรินแก้ว จังหวัดเชียงใหม่
นาฏศิลป์หรือฟ้อนของล้านนา
นาฏศิลป์หรือฟ้อนล้านนา มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นพิเศษเฉพาะตัว
ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ที่สั่งสม
สืบทอดต่อมาเป็นระยะอันยาวนานนับพันปี บทความนี้ แบ่งอธิบายฟ้อนล้านนาเป็น ๓ ช่วงระยะเวลาคือ
ช่วงที่ ๑ ฟ้อนตั้งแต่สมัยดั้งเดิม มาถึงฟ้อนในวังพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
(พ.ศ.๒๔๕๗)
ช่วงที่ ๒
ฟ้อนในวังพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (พ.ศ.๒๔๕๗) ถึง
ก่อนตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๕๑๓)
ช่วงที่ ๓
ฟ้อนนับตั้งแต่ก่อตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๑๔ ถึง
พ.ศ.๒๕๕๗)
ช่วงที่ ๑
ฟ้อนสมัยดั้งเดิมถึงฟ้อนในวังพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
(พ.ศ.๒๔๕๗)
ฟ้อนล้านนายุคดั้งเดิม จะกล่าวรวมๆ
ตั้งแต่พระญามังรายตั้งเวียงเชียงใหม่ (พ.ศ.๑๘๓๙) หรือเมื่อประมาณ ๗๐๐
กว่าปีที่ผ่านมา และสมัยพม่าปกครองเมืองเชียงใหม่และล้านนา เป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี
(พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗) โดยเราคงต้องหาร่องรอยหลักฐานจากวรรณกรรมต่างๆ
ในที่นี้ขอสืบค้นร่องรอยจากหลักฐาน ๔ เล่ม คือ (๑) เรื่องจามเทวีวงศ์
ของพระโพธิรังสี แต่งเมื่อปี พ.ศ.๒๐๒๐ อายุ ๕๐๐ ปี (๒) โคลงนิราศหริภุญชัย
แต่งประมาณปี พ.ศ.๒๐๐๐-๒๑๘๑ อายุ ๕๐๐ ปี (๓) เทศน์มหาชาติ กัณฑ์มหาราช ฉบับ ไม้ไผ่แจ้เรียวแดง ซึ่งมีอายุประมาณ ๓๐๐ ปี
และ (๔) ตำนานพื้นเมืองฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปีนี้ ซึ่งระบุว่าใช้ฉบับวัดพระงาม
จารเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗ (จ.ศ.๑๒๑๖) อายุ ๒๐๐ ปี
(๑) ในเรื่องจามเทวีวงศ์
กล่าวไว้ตอนพระเจ้ามหันตยศมีพระประสงค์จะบูชาสรีรกิจของพระนางจามเทวี ไว้ว่า
“...แล้วเชิญพระศพไปยังสุสาน
ด้วยเครื่องบูชาสักการใหญ่ กึกก้องไปด้วยการฟ้อนรำขับร้อง แวดล้อมไปด้วยบริวารเป็นอันมาก....(นัจ์จคีตวาทิตสังฆุฏ์เฐหิ)...” ๑
“...แล้วจึงเชิญพระอัฏฐิธาตุนั้นมาโดมปัจฉิมทิศาภาคเหนือพระนคร
ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมด้วยเครื่องประโคม คือ กลอง
แลสังข์ แลตะโพน แลบัณเฑาะว์ แลกลองยาว มีเสียงอันไพเราะน่าฟัง....(นัจ์จคีตวาทิเตหิ
เภรึสํขมุรชปัณ์ฑวมุขรสรสัท์ทวัน์เตหิ)......” ๒
จากเหตุการณ์นี้พอจะเห็นภาพว่า
ในอาณาเขตหริภุญไชยขณะนั้น มีความเชื่อเรื่องคนดีตายแล้วจะได้ไปสวรรค์
เมื่อพระนางจามเทวีสวรรคต จุติจากมนุษย์โลกนี้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต และเพื่อเป็นการส่งดวงวิญญาณสู่สวรรค์
ก็มีบูชาด้วยการฟ้อนรำขับร้อง เป็นความเชื่อของศาสนาพุทธ
ปะปนกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ (คล้ายกับการแสดงโขนหน้าไฟปัจจุบัน
ที่เชื่อว่ากษัตริย์เป็นเทพเจ้า เมื่อสวรรคตแล้วก็เสด็จคืนสู่สวรรค์จึงต้องมีการแสดงเฉลิมฉลองด้วยเรื่องรามเกียรติ์)
(๒) โคลงนิราศหริภุญชัย
ตอนที่บรรยายถึงงานนมัสการพระธาตุ แล้วมีกลุ่มช่างฟ้อนระบำมาฟ้อนหางนกยูง ความว่า
จิ่งเสลิยยอริยาตรฟ้อน เฟือนฟัด
แวววาดหางยูงกวัด แกว่งเต้น
เงินทองระบำทัด ทอมทอด งามเอ่
ตามพวกคันธัพพ์เหล้น หลากแล้หลายระบำ
บทโคลงนี้เล่าถึงการฟ้อนรำ
ที่ใช้หางนกยูงมาประกอบการฟ้อน
คนฟ้อนหรืออุปกรณ์การฟ้อนประดับด้วยเครื่องเงินเครื่องทอง และฟ้อนไปตามเพลงต่างๆ
(ระบำ แปลว่า เพลง) ที่นักดนตรี (คนธรรพ์) เล่น
ภมุกคิ้วค้อมโก่ง โกทัณฑ์
แอวอ่อนกำพลพัน รวบรั้ง
กทลีลดาวัลลิ์ ลมเพิก พัดเอ่
เพิงแพ่งพลับเต้าตั้ง เติ่งผังผายกระจวณ
บทนี้แปลความได้ว่า
คนฟ้อนคิ้วโก่งเหมือนคันธนู เอวคาดด้วยผ้าขนสัตว์
ลมพัดเปิดให้เห็นท่อนขางามดังท่อนหยวก อกเหมือนผลพลับที่กำจายกลิ่น
(อธิบายให้เห็นภาพว่าผู้ฟ้อนเป็นผู้หญิง)
บางบทถุยท่อนติ้ว เชิงชิน เช่นแม่
ยอบาทฉุยฉายยิน งึดด้วย
รอยเรียนแต่เดิมกิน นรีราช ชารือ
บุญค่อยชูชักส้วย สู่สู้สมสนอง
บทนี้ แปลความได้ว่า ในบางบท
คนฟ้อนซอยเท้าได้งดงามมากจริงๆ (หรือจับหิ้วเชิงผ้าแล้วซอยเท้าได้งามจริงๆ) การใช้เท้าเยื้องกรายฉุยฉายไปมาก็น่าฉงนสนเท่ห์
หรือคนฟ้อนจะเรียนมาจากราชาแห่งกินรี จึงฟ้อนได้งามนัก
ขอให้บุญช่วยชักนำพี่ให้เอนไปสมกับน้องด้วย
(บทโคลงนี้บรรยายกิริยาท่าทางของผู้ฟ้อน น่าแปลกใจเหมือนกันที่มีคำว่า “ฉุยฉาย” ทำให้ผู้เขียนกระหวัดใจนึกไปถึง “รำฉุยฉาย” ในปัจจุบัน
ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ทางล้านนาจะมีรำฉุยฉาย ก็ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป)
(๓) เวสสันตรชาดก ฉบับ
ไม้ไผ่แจ้เรียวแดง กัณฑ์ที่ ๑๑ กัณฑ์มหาราช กล่าวถึงตอนท้าวสัญชัย
สั่งให้ทหารและชาวบ้าน เตรียมจัดการต้อนรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรี
ที่จะเสด็จกลับคืนนคร ความที่เกี่ยวข้องกับการฟ้อนว่าดังนี้
“...ดาบกับลาถือเอาหรอก
ยาววาสอกปลาย ๓ ฝู เชิงกลิ้งดูไววาด
ครุมครามคราดเยี้ยะธะลิงธะลาย ชะเลิยดาบเจื่องจ้าน แม่ ๔ ด้านเลิยไพ
เชิงชายไวทรงแทบ เชิงหรอกอัน ๑ ชื่อว่าแม่หมัดนอนแกลบหลอนวาง เชิงหรอกอัน ๑
ชื่อว่าแม่เสือลากหางเหินหรอก ช้างงาทอกตวงเต็ก กำแพงเพ็กดินแตก พาดพกแวดไวเวียน
อินท์ทือเทียนถ่อมถ้า เกินก่ายฟ้าสวักพระญาอินทร์ นางเกี้ยวเกล้าชินเชิงถี่
ช้องนางควี่เกล้าพ้น เพกชายส้นกินหยาบ ใจเคริงคราบปานไฟ ตีนมือไวเที่ยงเท้า...” ๖
“...อัน ๑
ท่านทั้งหลายจุ่งตั้งไว้ยังน้ำทธิน้ำมันงาใหม่ สัปปิใส่นมง้ว เหล้าขมหนัวเข้าป้าง
ชาวไร่ส้างแปลงไว้ต้อน หื้อคนฝูงช่างฟ้อนไพรอดยุกิน....” ๗
จากเวสสันดรชาดกฉบับดังกล่าว
แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศในสมัยนั้น มี “ช่างฟ้อน”
แล้ว และที่เขียนบรรยายไว้เป็นการ “ฟ้อนเจิงหอก”
(๔) ในหนังสือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่
๗๐๐ ปี กล่าวว่า ในสมัยพระเจ้า กาวิละฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง
จนบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง ในปี พ.ศ.๒๓๓๙ มีการเฉลิมฉลองสมโภชเมืองด้วยการ “ขับฟ้อน” ความว่า
“...เมืองรัตตนติงสาพระนคอรเชียงใหม่
... ประกอบไพด้วยเข้าเหล้าชิ้นปลาอาหาร พล้าว ตาล หมาก พลู ... เข้าหนาปลาถูก
สนุกสุขสานต์ กินทานเหล้นมโหสรพ พอยลาม ช้อย ซอ สี่บทกันโลง ดีดสี ตีเป่า ขับฟ้อนต่างๆ เสียงภิภาด ค้อง กลอง ขลุ่ย แน
แตรเหริน แคน ค้อย ติ่ง ธะล้อสีซอ เพียะ พิณ ปัณเฑาะว์
หอยสังข์ เปนอันสนั่นนันเนืองอุกขะหลุกชู่ค่ำเช้า บ่หม่นหมองเส้าในสาสนา...” ๘
ตำนานพื้นเมืองฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐
ปีนี้ ระบุว่าใช้ฉบับวัดพระงามซึ่งจารเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗ (จ.ศ.๑๒๑๖) เป็นหลัก ถ้าดูปี
พ.ศ. ก็พบว่าจารเมื่อ ๑๖๐ ปี ที่ผ่านมา แสดงว่าขณะนั้นมี “การฟ้อน” แล้ว และถ้าเชื่อว่ามีการฟ้อนจริงๆ
ในเหตุการณ์ฉลองเมืองเชียงใหม่เมื่อ ปี พ.ศ.๒๓๓๙ “การฟ้อน” ก็มีมา ๒๑๘ ปีแล้ว แต่ “การฟ้อน” ที่ว่านี้
จะมีฟ้อนอะไรบ้าง ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ไม่ได้ระบุไว้
อาจารย์ธีรยุทธ ยวงศรี (๒๕๔๐ : ๖๒) ได้เสนอไว้ว่า ฟ้อนพื้นเมืองของชาวล้านนา มี ๗ กระบวนฟ้อน คือ (๑)
ฟ้อนแห่ครัวทาน หรือฟ้อนเล็บ (๒) ฟ้อนดาบ (๓) ฟ้อนเจิง (๔) ฟ้อนผีมด (๕)
ฟ้อนหางนกยูง (๖) ฟ้อนแง้น (๗) ฟ้อนปั่นฝ้าย
ถ้าเราศึกษาท่าฟ้อนแห่ครัวทานหรือฟ้อนเล็บ
ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนผีมด ฟ้อนหางนกยูง ฟ้อนแง้น และฟ้อนปั่นฝ้าย
โดยสามารถปฏิบัติหรือฟ้อนได้ เราก็จะเห็นภาพลางๆ ว่าฟ้อนของบรรพบุรุษในล้านนาของเรา
มีท่วงท่าในการฟ้อนอย่างไร ถ้าศึกษาการฟ้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น
ท่าฟ้อนมองเซิงของชาวไตใหญ่บ้านภูมินทร์-ท่าลี่ อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งมีท่าไหว้
ท่าบิดบัวบาน ท่ากาตากปีก ท่าแฮ้งปีกหัก ท่าเกี้ยวเกล้าส่องแว่น
และท่าปลาเลียบหาด๑๗ ฟ้อนดาบชาวไตใหญ่ของครูส่างคำ จางยอด ซึ่งมีท่าแม่กิมไฮ แม่กว้างหลวง แม่กว้างปลายฮ้วม แม่กาสิก
แม่แซวสิดน้ำ แม่สางผม แม่เสือหมอบ แม่ต้องฟ้า แม่ต๋างกับ แม่ปอดแหวน แม่พันลาย
แม่พันสิก แม่งาตั้ง แม่ฮ้อย และแม่เต๋าหาญ๑๘ ศึกษาท่าฟ้อนของชาวไตเขิน
ไตยอง ไตลื้อ และไตอื่นๆ เราคงจะปะติดปะต่อภาพการฟ้อนล้านนาสมัยดั้งเดิมมาจนถึงยุคพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้
ช่วงที่ ๒
ฟ้อนในวังพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
(พ.ศ.๒๔๕๗) ถึง ก่อนตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๕๑๓)
ตั้งแต่ยุคพระเจ้ากาวิละ (พ.ศ.๒๓๒๙)
มาถึงยุคพระราชชายาฯ (พ.ศ.๒๔๕๗) ล้านนาได้กลายเป็นเมืองประเทศราชของสยาม ดังนั้น
อิทธิพลจากราชสำนักสยาม (เมืองกอก) จึงได้ค่อยๆ แผ่อิทธิพลมาครอบงำล้านนา
รวมถึงอิทธิพลทางด้านนาฏศิลป์ดนตรีด้วย มีเรื่องเล่ากันมาว่า
พระเจ้าเชียงใหม่กาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๕
โอรสของพระเจ้ากาวิละ ได้เคยแสดงโขนเป็นตัวอินทรชิต
เมื่อเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่ในรัชกาลที่ ๑
อิทธิพลละครจากภาคกลางที่เห็นชัดเจน
คือ ใน พ.ศ.๒๔๔๔ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ ๕
แต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ เจ้าหลวงองค์ใหม่ได้ปฏิวัติกิจการบางอย่างในคุ้มหลวง โดยจัดตั้งให้มี “เขน” หรือทหารรักษาการณ์
มีหน้าที่เล่นละคร ทรงให้มีคณะละครในคุ้มหลวงตามแบบราชสำนักทางกรุงเทพฯ
มีโรงละครใหญ่ตั้งอยู่ในคุ้มหลวง (บริเวณโรงเรียนยุพราชในปัจจุบัน)
เปิดการแสดงให้ประชาชนดูอย่างเสรี ไม่มีการเก็บเงิน พ่อเจ้าได้นำครูละครผู้หนึ่งชื่อ
แม่ครูจาด มาทำการฝึกสอน โดยนำมาจากกรุงเทพฯ
แม่ครูจาดนี้เดิมเป็นคนของเจ้าอุปราชบุญทวงศ์ ละครที่เล่นในสมัยนั้นเป็นละครรำ
เช่น พระอภัยมณี, ลักษณวงศ์ และอิเหนา ตัวละครที่มีชื่อเสียง
เช่น หม่อมผาด (บุษบา) หม่อมวาด (อิเหนา) หม่อมแส
(จินตหรา,มะเดวี) หม่อมพัน (ดาหา) หม่อมโหมด หม่อมทิม หม่อมคำ และหม่อมแมว ซึ่งส่วนมากเป็นหม่อมของเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์
พ.ศ.๒๔๕๑-๒๔๕๒
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จกลับเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ ๑
ได้ทรงจัดฝึกซ้อมละครเรื่อง พระลอตอนพระลอตามไก่, สาวเครือฟ้า และอิเหนาตอนตัดดอกลำเจียกจนถึงบุษบาสี่ยงเทียน
ให้คณะละครรำของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘
เพื่อแสดงในงานฉลองกู่พระญาติวงศ์ ณ วัดสวนดอก
พ.ศ.๒๔๕๗
พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จกลับเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ ๒
และประทับอยู่อย่างถาวร ณ คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง ของเจ้าแก้วนวรัฐ
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ พระราชชายาฯ
ได้ทรงนำละครเรื่องสุวรรณหงส์และนารายณ์ปราบนนทุกมาแสดง
โดยดัดแปลงให้เข้ากับศิลปะละครรำของภาคเหนือ
ร่องรอยที่พบอีกคือ วรรณกรรมคำคร่าวของล้านนา
ซึ่งแต่งประมาณสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เขียนเรื่องการเฉลิมฉลองสมโภช
โดยมีชื่อการแสดงของสยามมากมาย เช่น คร่าวซอเรื่อง บัวระวงส์หงส์อามาต จากเอกสารใบลาน (ไม่ทราบปีที่จาร)
กล่าวถึงตอนราชาภิเษกบัวระวงส์ขึ้นครองเมืองว่า
“...หื้อป่าวเกณฑ์กั๋น ช่าวซอช่างจ๊อย มีทังขลุ่ยแก้วแควง
(แตรวง) / ทังซึงสะล้อ พินพาดเหล้นโขน สายหนังหุ่นยนต์
เหล้นกลแบบห้อ...” ๒๓
คร่าวซอเรื่อง หงส์หิน
แต่งโดยเจ้าสุริยะวงษ์ (ประมาณหลัง พ.ศ.๒๔๐๐)
กล่าวถึงตอนราชาภิเษกเจ้าหงส์หินขึ้นครองเมืองว่า
“...กันว่าแล้ว
เสร็จสัพยังก๋าร ก็ตั้งแต่งงาน โดยก๋ารละเหล้น /....... / กล๋องแขกรำกริด มองเซิงต่องสู้
เซิ้งลาวแคนป่าวนับ / ยิ่งซอนัน เชิงกั๋นกั่งกั๊ด ฟ้อนม่านเต้นรำทวน / ละครป่าวร้อง พิพาทย์ก๋องก๋วน หลายคะบวน ซะป๊ะเครื่องเหล้น /........ / หล้างผ่องนั้น ผ่อเหล้นโขนหนัง เมื่อกลางวันยัง เถิงเดิ้กเตี่ยงข้อน / อุ้มลูกจู๋งหลาน ห่อเข้ามาป้อน
เมาละครม่านเงี้ยว...” ๒๔
การละเล่น “แตรวง” “รำกริช” “การตีกลองแขก” “ละคร” “พิณพาทย์”
“โขน” “หนัง” ที่คนล้านนาเชียงใหม่ในขณะนั้นได้ดู
ล้วนเป็นอิทธิพลของนาฏศิลป์ดนตรีจากราชอาณาจักรสยามทั้งสิ้น
พระราชชายาฯ ทรงเอาพระทัยใส่ฟ้อนพื้นเมืองทางเหนือเป็นอย่างมาก
ทรงหัดลูกหลานของเจ้านายฝ่ายเหนือที่เข้ามาถวายตัวอยู่ในวังกับพระองค์ท่าน
ให้เป็นช่างฟ้อนประจำวัง และถึงแม้จะอยู่คุ้มเจ้านายอื่น
หรือเป็นลูกหลานของมหาดเล็กและข้าหลวง
หากทรงเห็นว่ามีแววก็จะรับสั่งให้เข้ามาซ้อมในวังด้วยและออกแสดงในเวลาที่มีงานเฉลิมฉลองต่างๆ
แม่ครูที่สอน เป็นช่างฟ้อนคุ้มเจ้า อินท วโรรสฯ อาทิ หม่อมวาด หม่อมแส หม่อมพันธ์ หม่อมคำ ครูหลง ครูเผื่อน ครูตุ้ย นายน้อย ชมภูรัตน์, นายบาง วาฤทธิ, สุดใจ
ไม่ทราบนามสกุล และวันดี จุฬานนท์ ระบำและฟ้อนที่โปรดให้ฝึกมีหลายประเภท
เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนม่านแม่เล้ ฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตา ฟ้อนเงี้ยว
ฟ้อนมอญหรือผีมด จีนรำพัด ระบำงู
นอกจากนี้ยังมีครูสอนนาฏศิลป์ไทยสองท่านที่มีชื่อเสียงว่าเป็นคนเก่งมาแต่สมัยรัชกาลที่
๖ ซึ่งเคยเป็นนักแสดงอยู่ในวังสวนกุหลาบและในวังเพชรบูรณ์ ๒ ท่าน คือ ครูลมุล ยมะคุปต์ และครูเฉลย ศุขะวณิช ได้ขึ้นไปช่วยสอนและออกแบบท่าละครและการฟ้อนรำถวาย จนได้ไปคิดท่าฟ้อนต่างๆ
อาทิ ฟ้อนโยคีถวายไฟให้เป็นผลสำเร็จ ๒๖ ด้านดนตรีไทยก็มีครูรอด อักษรทับ ครูชั้น อักษรทับ ครูฉัตร สุนทรวาทิน ครูช่อ สุนทรวาทิน มาช่วยสอน ๒๗ ศิลปะด้านดนตรี ขับร้อง
และการฟ้อนรำของพระราชพระราชชายาฯ จึงได้รับอิทธิพลจากราชสำนักกรุงเทพฯ
เข้ามาปะปนไม่มาก็น้อย และอิทธิพลของนาฏศิลป์ดนตรีไทย
ยังแผ่ขยายมาถึงดนตรีและการแสดงพื้นเมืองด้วย ดังเช่นที่พ่อครูมานพ ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่า
ท่านได้เรียนการตีมองเซิงแบบราชสำนักพระราชชายาฯ จากครูรอด อักษรทับ
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงฟ้อนล้านนา
รูปแบบพระราชชายาเจ้าดารารัศมีพอสังเขป
(๑) ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ
ฟ้อนเทียน มีท่าฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของราชสำนักสยามในบางท่า ประกอบด้วย
ท่าไหว้ ท่าบิดบัวบาน ท่ากลางอัมพร ท่าสอดสูงจีบหลัง ท่าบัวชูฝัก ท่ากราย
ท่าสะบัดจีบ ท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าสอดสร้อย ท่ากินนรรำ ท่ายอดตอง ท่าพรหมสี่หน้า
ท่ากระต่ายต้องแร้ว ท่าจีบคู่งอแขน ท่ายอนมือ ท่าตากปีก (สำหรับท่าเชื่อมมี ๓ ท่า
คือ ท่ากังหันร่อน ท่าจีบส่งหลัง และท่าตั้งวง)
(๒) ฟ้อนม่าน มี ๒ ชุด คือ
ฟ้อนม่านมุ้ยเซียงตา ๓๐ กับฟ้อนม่านแม่เล้ คำว่า “ม่าน” เป็นคำเรียกชาวพม่าของคนล้านนาในสมัยนั้น ฟ้อนทั้ง ๒ ชุด
จึงมีลีลาท่าฟ้อนแบบพม่าและไทยผสมกัน
(๓) ฟ้อนเงี้ยว คำว่า “เงี้ยว” เป็นคำเรียกของคนล้านนาที่เรียกชาวไทใหญ่
ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐฉาน ในประเทศสหภาพเมียนมาร์
ชาวเงี้ยวหรือชาวไทยใหญ่
เดินทางติดต่อกับล้านนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ๓๑
(๔) ฟ้อนน้อยไจยาและนางแว่นแก้ว
เป็นฟ้อนที่อยู่ในละครร้องเรื่องน้อยไจยา ซึ่งพระราชชายาฯ โปรดให้จัดการแสดงขึ้น ๓๒
ช่วงที่ ๓
ฟ้อนนับตั้งแต่ก่อตั้งวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ถึงปัจจุบัน
(พ.ศ.๒๕๑๔ ถึง พ.ศ.๒๕๕๗)
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่
ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ ตามนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้นที่ต้องการอนุรักษ์
เผยแพร่ นาฏศิลป์และดนตรีไทยไปสู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย
และส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ สร้างสรรค์
นาฏศิลป์และดนตรีพื้นบ้านพื้นเมืองควบคู่กันไป ด้วยเหตุนี้
วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ จึงได้สร้างสรรค์ฟ้อนล้านนาขึ้นใหม่หลายชุด ตลอดเวลา ๔๓
ปีที่ก่อตั้งวิทยาลัยฯ มา ภายใต้การควบคุมและอาศัยความรู้ ทักษะ ประสบการณ์
ของศิลปินแห่งชาติ ๓ ท่าน คือ
๑. พ่อครูคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ สร้างสรรค์ฟ้อนสาวไหมชาย-หญิง๓๓ ฟ้อนวี๓๔ ฟ้อนกมผัด ฟ้อนโจ้ข้าว ปะถะมะลายเจิง
๒. แม่ครูสมพันธ์ โชตนา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒
อดีตช่างฟ้อนในวังพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีผลงานสร้างสรรค์ คือระบำชาวเขา
ระบำชาวเขา ๒ เผ่า ๓๕
๓. พ่อครูมานพ ยาระณะ ศิลปินแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๔๘ สร้างสรรค์ฟ้อนผางชาย ฟ้อนผางหญิง ฟ้อนหอก ฟ้อนเจิง ฟ้อนฉาบ ฟ้อนสาวไหมแมงบ้ง
นอกจากนี้วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่
ยังได้สร้างสรรค์ฟ้อนล้านนาชุดใหม่ โดยคณะครูของวิทยาลัยฯ อีกหลายชุด เช่น
ฟ้อนที๓๖ ฟ้อนนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นต้น
ยังมีฟ้อนล้านนาชุดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมหาวิทยาลัย
โรงเรียน และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในรอบ ๔๐ ปีที่ผ่านมาอีกมากมาย เช่น ฟ้อนจ้อง
ฟ้อนก๋ายลาย ฟ้อนหริภุญชัย ฟ้อนละกอน ฟ้อนขันดอก ฯลฯ
การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ
เป็นศิลปะการรำ
และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า “ฟ้อน”
การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา และกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ
เช่น ชาวไต ชาวลื้อ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นต้น
ลักษณะของการฟ้อน แบ่งเป็น 2 แบบ
คือ แบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่
แต่ยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ มีลีลาท่ารำที่แช่มช้า
อ่อนช้อยมีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงามประกอบกับการบรรเลงและขับร้องด้วยวงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงสะล้อ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นต้น
โอกาสที่แสดงมักเล่นกันในงานประเพณีหรือต้นรับแขกบ้านแขกเมือง
ฟ้อนเทียน
เป็นการฟ้อนที่มีลักษณะศิลปะที่อ่อนช้อยงดงาม
ลักษณะการแสดงไม่ต่างจากการแสดงฟ้อนเล็บ ถ้าเป็นการแสดงฟ้อนเทียน นิยมแสดงในเวลากลางคืนเพื่อเน้นความสวยงามของแสงเทียนระยิบระยับสว่างไสว
จุดเด่นของการแสดงชนิดนี้ จึงอยู่ที่แสงเทียนที่ผู้แสดงถือในมือข้างละ ๑ เล่ม
เข้าใจว่าการฟ้อนเทียนนี้แต่เดิมคงจะใช้เป็นการแสดงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้าที่เคารพนับถือในงานพระราชพิธีหลวง
ตามแบบฉบับล้านนาของทางภาคเหนือของไทย ผู้ฟ้อนมักใช้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้น ในสมัยปัจจุบันการแสดงชุดนี้จึงไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักจะสังเกตเห็นว่าความสวยงามของการฟ้อนอยู่ที่การบิดข้อมือที่ถือเทียนอยู่
แสงวับๆ แวมๆ จากแสงเทียนจึงเคลื่อนไหวไปกับความอ่อนช้อยลีลา
และลักษณะของเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบนับเป็นศิลปะที่น่าดูอย่างยิ่งแบบหนึ่ง
การแต่งกาย
ใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน นิยมแสดงหมู่คราวละหลายคน
โดยจำนวนคนเป็นเลขคู่ เช่น ๘
หรือ ๑๐ คน
แล้วแต่ความยิ่งใหญ่ของงานนั้น และความจำกัดของสถานที่
โดยผู้แสดงแต่งกายแบบฟ้อนเล็บ คือ การสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่นมีเชิงกรอมเท้า มุ่นผมมวย มีอุบะห้อยข้างศีรษะ ในมือเป็นสัญลักษณ์
คือ ถือเทียน ๑ เล่ม การแต่งกายของฟ้อนเทียนนี้
ปัจจุบันแต่งได้อีกหลายแบบ คืออาจสวมเสื้อในรัดอก ใส่เสื้อลูกไม้ทับแต่อย่างอื่นคงเดิม และอีกแบบคือสวมเสื้อรัดอก
แต่มีผ้าสไบเป็นผ้าทอลายพาดไหล่อย่างสวยงาม แต่ยังคงนุ่งซิ่นกรอมเท้าและมุ่นผมมวย มีอุบะห้อยศีรษะ
โอกาสที่แสดง
ในงานพระราชพิธี หรือวันสำคัญทางศาสนา
ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติ และในงานประเพณีสำคัญตามแบบฉบับของชาวล้านนา
ฟ้อนเงี้ยว
เป็นการฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลมาจากการฟ้อนของเงี้ยวหรือไทยใหญ่
ประกอบด้วย ช่างฟ้อนหญิงชายหลายคู่
แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองไทยใหญ่ การฟ้อนเงี้ยวเหมาะสำหรับผู้ชาย แต่ต่อมาเพื่อให้เกิดความสวยงาม จึงมีการใช้ผู้หญิงล้วน
หรือใช้ทั้งชายและหญิงแสดงเป็นคู่ๆ มีลีลาการฟ้อนที่แปลกแตกต่างไปจากฟ้อนเล็บ
ฟ้อนเทียน
การแต่งกาย จะเลียนแบบการแต่งกายของชาวไทยใหญ่ โดยมีการดัดแปลงเครื่องแต่งกายออกไปบ้าง โดยใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก นุ่งโสร่งสั้นเพียงเข่า
หรือกางเกงขากว้างๆ หรือบ้างก็นุ่งโสร่งเป็นแบบโจงกระเบนก็มี ใช้ผ้าโพกศีรษะ มีผ้าคาดเอว ใส่เครื่องประดับ เช่น กำไลมือ กำไลเท้า
สร้อยคอ และใส่ตุ้มหู
โอกาสที่ใช้แสดง แสดงในงานรื่นเริงทั่วไป
ฟ้อนเล็บ
เป็นศิลปะการแสดงภาคเหนือที่มีความงดงาม
อ่อนช้อยลีลาการฟ้อนเล็บ จะแสดงออกถึงความพร้อมเพรียงของผู้แสดง
เพราะการฟ้อนเล็บจะแสดงเป็นหมู่ การฟ้อนเล็บมักแสดงในงานมงคลต่าง ๆ
การแต่งกายของผู้เล่นฟ้อนเล็บ ผู้ฟ้อนนุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบ
ผมเกล้าแบบผมมวยสูง ติดดอกไม้ ห้อยอุบะ ปล่อยชายลงข้างแก้ม สวมเล็บยาวตรงนิ้วชี้
นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ
กลองสะบัดชัย
เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง
ซึ่งปัจจุบันมักจะพบเห็นในขบวนแห่ หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป
ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผน เร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น
ศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วย
ทาให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่ประทับใจของผู้คนที่ได้ชม
จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
บทบาทของกลองสะบัดชัย
อาจกล่าวได้ว่า การตีกลองสะบัดชัย
เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้นาชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่ล้านนา
และบทบาทของกลองสะบัดชัยจึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น งานขันโตก
งานพิธีต้อนรับแขกเมือง และขบวนแห่ ฯลฯ
แต่ในโอกาสในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิมจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ
ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในวรรณคดีต่าง ๆ มากมาย สรุปได้ดังนี้
1. ใช้ตีบอกสัญญาณ
2. เป็นมหรสพ
3.เป็นเครืองประโคมฉลองชัยชนะ
4. เป็นเครืองประโคมเพือความสนุกสนาน
ประเภทของกลองสะบัดชัย
กล่าวโดยสรุปกลองสะบัดชัยในปัจจุบันนี้มี
3 ประเภทคือ
1. กลองสองหน้าขนาดใหญ่
มีลูกตุบที่มักเรียกว่า “กลองปูชา” แขวนอยู่ในหอกลองของวัดต่าง
ๆ ลักษณะการตีมีจังหวะหรือทานองที่เรียกว่า “ระบ่า” ทั้งช้าและเร็ว บางระบามีฉาบและฆ้อง บางระบามีคนตีไม้แสะประกอบอย่างเดียว
2. กลองสองหน้า
มีลูกตุบและคานหามซึ่งเป็นกลองที่จาลองแบบมาจากประเภทแรก
เวลาตีผู้ตีจะถือไม้แสะข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งถือไม้ตีกลอง
การตีลักษณะนี้อาจมีฉาบและฆ้องประกอบหรือไม่มีก็ได้
ปัจจุบันกลองสะบัดชัยประเภทนี้เกือบสูญหายไปแล้ว ผู้ที่ตีได้และยังมีชีวิตอยู่ (2548)
เท่าที่ทราบคือ ครูมานพ (พัน) ยารณะ ซึ่งเป็นศรัทธาวัดสันป่าข่อย
อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
3. กลองสองหน้า
มีคานหาม ไม่มีลูกตุบ มีฉาบ ฆ้อง ประกอบจังหวะ
และมักมีนาคไม้แกะสลักประดับซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายปัจจุบัน
กลองสะบัดชัยทั้ง 3
ประเภท
ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูให้หวนกลับมาสู่ความนิยมอีก โดยประเภทแรกนอกจากจะมีการสอนให้ตีและมีบทบาทในวัด
ก็ได้มีการนาเข้าสู่ขบวนซึ่งอาจมีการเคลื่อนย้ายโดยยกขึ้นค้างแล้วติดล้อเลื่อน
ประเภทที่สองมีการเผยแพร่และกาลังเป็นที่นิยม
สาหรับประเภทสุดท้ายก็ปรากฏแพร่หลายจนเกือบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลองล้านนา
ฟ้อนสาวไหม
เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนาที่มีพัฒนาการทางรูปแบบมาจากการ
เลียนแบบอากัปกิริยาการสาวไหม ผู้ฟ้อนส่วนใหญ่มักเป็นหญิงสาว
ลีลาในการฟ้อนดูอ่อนช้อยและงดงามยิ่ง
ฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนทางภาคเหนือ
ทางวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ได้ปรับปรุงสืบทอด มาจาก ครูพลอยศรี สรรพศรี ทั้งนี้
ครูพลอยศรีได้ถ่ายแบบรับท่ามาจากหญิงชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ชื่อ บัวเรียว
รัตนมณีกรณ์ ซึ่งคุณบัวเรียวก็ได้เรียนการฟ้อนนี้มาจากบิดาของตนอีกทีหนึ่ง
ผู้แสดง ใช้ผู้หญิงแสดงจำนวนเท่าไรก็ได้
ปัจจุบันก็มีผู้ชายเข้ามาแสดงด้วยก็มี
การแต่งกาย
แต่งกายแบบพื้นเมือง คือนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบทับ
เกล้าผมมวยประดับดอกไม้
การแสดง
เริ่มจากการแสดงท่าหักร้างถางพง เพาะปลูกฝ้ายและหม่อน
ซึ่งเป็นการแสดงของช่างฟ้อนชาย เพิ่งเพิ่มเข้ามาภายหลัง
ต่อจากนั้นก็เป็นท่วงท่าในการฟ้อนสาวไหมเริ่มจากท่าเลือกไหม ดึงไหมออกจากรัง
ม้วนไหม สาวไหมออกจากตัว ไหล่ ศีรษะ เท้า ม้วนไหมใต้ศอก พุ่งกระสวย กรอไหม พาดไหม
ป๊อกไหม จนกระทั่งชื่นชมกับผ้าที่ทอสำเร็จแล้ว
ดนตรี
ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน จะใช้วงดนตรีพื้นเมืองซึ่งมีสะล้อ
ซอ ซึง เพลงร้องมักไม่นิยมมี จะมีแต่เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบ
แต่เดิมที่บิดาของคุณบัวเรียวใช้นั้นเป็นเพลงปราสาทไหว
ส่วนคุณบัวเรียวจะใช้เพลงลาวสมเด็จ
เมื่อมีการถ่ายทอดมาครูนาฎศิลป์ได้เลือกสรรใช้เพลง "ซอปั่นฝ้าย"
ซึ่งมีท่วงทำนองเป็นเพลงซอทำนองหนึ่งที่นิยมกันในจังหวัดน่าน และมีลีลาที่สอดคล้องกับการฟ้อนสาวไหมอย่างงดงามยิ่ง
โอกาสที่แสดง แสดงได้ทุกโอกาส
และในงานเทศกาลหรืองานนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ
ฟ้อนดาบ เป็นการแสดงศิลปะอย่างหนึ่งที่มี ลักษณะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ป้องกันตัว
เป็นการแสดงชั้นเชิงของการต่อสู้รวมกับท่าฟ้อนที่สวยงาม
ระบำไก่ เป็นระบำชุดหนึ่งจากละครเรื่องพระลอตามไก่ เป็นการร่ายรำของบริวารของไก่แก้ว พระราชชายาได้ทรงคิดท่ารำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองกู่ (ที่บรรจุอัฐิ) ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2452 ที่ท่านทรงนำมารวบรวมไว้ที่วัดสวนดอก จากงานพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงประทานให้แก่ท่าน
ระบำซอ ได้ถูกแต่งและประดิษฐ์จากครูเพลงและครูช่างฟ้อนในคุ้มของเจ้าดารารัศมีในปี พ.ศ. 2470 ใช้ฟ้อนในโอกาสที่ถวายต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเชียงใหม่ และในโอกาสสมโภชน์ช้างเผือกซึ่งน้อมเกล้าฯถวายให้ท่าน การแต่งกายเป็นชุดกระเหรี่ยง
ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นการฟ้อนผสมระหว่างการฟ้อนในราชสำนักพม่าและรำไทยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงให้ครูช่างฟ้อนชาวพม่าและครูช่างฟ้อนในวังของท่านคิดท่ารำขึ้นมาระหว่างปี พ.ศ. 2458-2469 เครื่องแต่งกายเป็นแบบหญิงในราชสำนักพม่า ราชวงศ์คองบอง
ระบำไก่ เป็นระบำชุดหนึ่งจากละครเรื่องพระลอตามไก่ เป็นการร่ายรำของบริวารของไก่แก้ว พระราชชายาได้ทรงคิดท่ารำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองกู่ (ที่บรรจุอัฐิ) ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2452 ที่ท่านทรงนำมารวบรวมไว้ที่วัดสวนดอก จากงานพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงประทานให้แก่ท่าน
ระบำซอ ได้ถูกแต่งและประดิษฐ์จากครูเพลงและครูช่างฟ้อนในคุ้มของเจ้าดารารัศมีในปี พ.ศ. 2470 ใช้ฟ้อนในโอกาสที่ถวายต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเชียงใหม่ และในโอกาสสมโภชน์ช้างเผือกซึ่งน้อมเกล้าฯถวายให้ท่าน การแต่งกายเป็นชุดกระเหรี่ยง
ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นการฟ้อนผสมระหว่างการฟ้อนในราชสำนักพม่าและรำไทยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงให้ครูช่างฟ้อนชาวพม่าและครูช่างฟ้อนในวังของท่านคิดท่ารำขึ้นมาระหว่างปี พ.ศ. 2458-2469 เครื่องแต่งกายเป็นแบบหญิงในราชสำนักพม่า ราชวงศ์คองบอง
ฟ้อนลื้อ การฟ้อนนี้เดิมเป็นการฟ้อนของชาวไทยลื้อ
หมู่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
บรรพบุรุษของชาวไทยลื้อนี้เดิมเป็นพวกอพยพสงครามจากแคว้นสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของจีน
ชาวไทยลื้อเหล่านี้หลบหนีการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าสิบสองปันนาและหลานชายซึ่งสู้รบกันในระหว่างปี
พ.ศ.2365-2366 แตกต่างจากบรรพบุรุษของชาวไทยลื้อกลุ่มอื่นในทางตอนเหนือของประเทศไทยซึ่งอพยพมาก่อนหน้านี้ประมาณ
22 ปี ในฐานะเชลยสงคราม
บางพวกก็ถูกชักชวนให้มาตั้งถิ่นฐานใหม่
ฟ้อนโยคีถวายไฟ เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) เจ้าครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้ทรงให้นักดนตรีในวังของท่านและครูช่างฟ้อนชาวพม่าร่วมกันคิดท่ารำและบทเพลงขึ้นมาในโอกาสเสด็จประพาสเชียงใหม่ของกรมพระนครสวรรค์วรพินิจ โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2465 ท่ารำได้ดัดแปลงมาจากท่าฤาษีดัดตน เดิมเป็นการแสดงของผู้ชาย ในปี พ.ศ. 2477 ได้เปลี่ยนให้เป็นท่ารำของผู้หญิง เนื่องจากช่างฟ้อนผู้ชายหายาก
ฟ้อนน้อยใจยา เป็นฉากหนึ่งของละครเพลงชื่อเดียวกัน ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2464 โดยท้าวสุนทรโวหาร ถวายแก่เจ้าดารารัศมีในวันเกิดของท่าน ต่อมาเจ้าดารารัศมีได้ขัดเกลาบางตอนของละครและแต่งเพลงน้อยใจยาขึ้น ฉากนี้แสดงถึงน้อยใจยาชายหนุ่มผู้ยากจนได้ตัดพ้อต่อว่าแว่นแก้วสาวงามแห่งหมู่บ้าน ซึ่งจะแต่งงานกับส่างนันตาชายหนุ่มผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลัษณ์ของอีกหมู่บ้านหนึ่ง แว่นแก้วบอกน้อยใจยาว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นความเห็นชอบของบิดามารดาและได้ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเขา หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็พากันหนีไป
ฟ้อนไต ไตคือชื่อที่คนไทยใหญ่เรียกตัวเอง คนไทยใหญ่นี้นอกจากจะอาศัยอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์แล้วยังอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ฟ้อนไตได้ถูกคิดท่ารำโดยครูแก้วและนางละหยิ่น ทองเขียวผู้เป็นภรรยา ผู้ซึ่งเป็นคนไทยใหญ่ด้วย โดยในระหว่าง พ.ศ. 2483-97 ขณะที่ นางละหยิ่นได้อาศัยที่เชียงใหม่กับครูแก้ว นางได้เห็นการแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาและได้ประทับใจมาก เมื่อนางกับครูแก้วกลับไปอยู่แม่ฮ่องสอนแล้ว จึงได้คิดท่ารำของฟ้อนไตขึ้นจากท่ารำของรำไทย พม่า และฟ้อนเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2500
ฟ้อนโยคีถวายไฟ เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) เจ้าครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้ทรงให้นักดนตรีในวังของท่านและครูช่างฟ้อนชาวพม่าร่วมกันคิดท่ารำและบทเพลงขึ้นมาในโอกาสเสด็จประพาสเชียงใหม่ของกรมพระนครสวรรค์วรพินิจ โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2465 ท่ารำได้ดัดแปลงมาจากท่าฤาษีดัดตน เดิมเป็นการแสดงของผู้ชาย ในปี พ.ศ. 2477 ได้เปลี่ยนให้เป็นท่ารำของผู้หญิง เนื่องจากช่างฟ้อนผู้ชายหายาก
ฟ้อนน้อยใจยา เป็นฉากหนึ่งของละครเพลงชื่อเดียวกัน ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2464 โดยท้าวสุนทรโวหาร ถวายแก่เจ้าดารารัศมีในวันเกิดของท่าน ต่อมาเจ้าดารารัศมีได้ขัดเกลาบางตอนของละครและแต่งเพลงน้อยใจยาขึ้น ฉากนี้แสดงถึงน้อยใจยาชายหนุ่มผู้ยากจนได้ตัดพ้อต่อว่าแว่นแก้วสาวงามแห่งหมู่บ้าน ซึ่งจะแต่งงานกับส่างนันตาชายหนุ่มผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลัษณ์ของอีกหมู่บ้านหนึ่ง แว่นแก้วบอกน้อยใจยาว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นความเห็นชอบของบิดามารดาและได้ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเขา หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็พากันหนีไป
ฟ้อนไต ไตคือชื่อที่คนไทยใหญ่เรียกตัวเอง คนไทยใหญ่นี้นอกจากจะอาศัยอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์แล้วยังอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ฟ้อนไตได้ถูกคิดท่ารำโดยครูแก้วและนางละหยิ่น ทองเขียวผู้เป็นภรรยา ผู้ซึ่งเป็นคนไทยใหญ่ด้วย โดยในระหว่าง พ.ศ. 2483-97 ขณะที่ นางละหยิ่นได้อาศัยที่เชียงใหม่กับครูแก้ว นางได้เห็นการแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาและได้ประทับใจมาก เมื่อนางกับครูแก้วกลับไปอยู่แม่ฮ่องสอนแล้ว จึงได้คิดท่ารำของฟ้อนไตขึ้นจากท่ารำของรำไทย พม่า และฟ้อนเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2500
รำวง เกิดจากรำโทนของนครพนมและได้แพร่หลายไปยังภาคอื่น
ๆ ของประเทศไทย ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีคำสั่งให้กรมศิล์ปากรจัดท่ารำเป็นรำวงมาตรฐานขึ้น
แนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย
1. การค้นคว้าวิจัย
ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด
ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็น ภูมิปัญญาของท้องถิ่น
มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน
2. การอนุรักษ์
โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและ
ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและ
วัฒนธรรมต่างๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ
ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือ พิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น
เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้างความ
รู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย
3. การฟื้นฟู
โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมา ทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น
โดยเฉพาะพื้นฐานทาง จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม
4. การพัฒนา
ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร
ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
5. การถ่ายทอด
โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบและรอบด้าน
แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า
คุณประโยชน์และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา
และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ
6. ส่งเสริมกิจกรรม
โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ
เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
7. การเผยแพร่แลกเปลี่ยน
โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง
โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง
รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
8. การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น
โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน
ผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่
มีการยกย่อง
...................................................................................................................................................................
นาฏศิลป์หรือฟ้อนล้านนา
ก็เปรียบประดุจสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทั่วไป ที่มีวัฎจักรของการเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไป ฟ้อนล้านนากำเนิดขึ้นควบคู่ไปกับอาณาจักรล้านนา ซึ่งเคยรุ่งเรือง
ร่วงโรย ไปตามกระแสแห่งกาลเวลา อย่างไรก็ตามศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่กับมวลมนุษยชาติ
ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ศิลปะก็จะดำรงคงอยู่ตลอดไป
เช่นเดียวกับนาฏศิลป์หรือฟ้อนล้านนา ที่ต้องอยู่เคียงคู่ไปกับคนล้านนาตลอดไป.







Comments
Post a Comment